นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม ตลาดมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในลักษณะ Sideway Up โดยประเมินกรอบเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,600-1,650 จุด โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่กลับมาผ่อนคลาย หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกแผนการโจมตีอิหร่าน และการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดให้เรือบรรทุกน้ำมันสามารถสัญจรได้อีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ชะลอตัวลงมาที่ระดับต่ำกว่า 80 เหรียญต่อบาร์เรล จากที่เคยพุ่งสูงทะลุ 88 เหรียญต่อบาร์เรลในช่วงก่อนหน้า

                นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกหนุนจากกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) มีแนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนกันยายน ขณะที่เครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า นักลงทุนลดน้ำหนักคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลงเหลือ 65% จากเดิม 82% รวมถึงธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% และความร่วมมือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในการเข้าแทรกแซงตลาดเงินเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน

                สำหรับปัจจัยในประเทศ ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนสำคัญจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลกลับเข้ามาอย่างชัดเจน โดยในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียวซื้อสุทธิสูงถึง 45,000-48,700 ล้านบาท จากซื้อสุทธิ 6.86 พันล้านบาทในเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีขึ้นมาแตะระดับกว่า 73,000-74,300 ล้านบาท และตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนมิถุนายน 2569 ที่ขยายตัวเร่งขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 20.8% คิดเป็นมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยี/AI โครงสร้างพื้นฐาน Data Center และการเร่งสั่งซื้อล่วงหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เดือนมิถุนายน ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.42%

                อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่ นโยบายการเงินสหรัฐฯ ซึ่งการประชุม FED ครั้งล่าสุด แม้มีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% แต่มีกรรมการ 3 ท่านเห็นต่าง โดยสนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% เนื่องจากกังวลเรื่องแรงกดดันเงินเฟ้อ

                ขณะเดียวกัน ตลอดเดือนกรกฎาคม ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากความวิตกว่า การลงทุนจำนวนมากในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะคืนทุน ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และ ธปท. ชี้เศรษฐกิจไตรมาส 2/69 ชะลอตัวลงเป็นจุดต่ำสุดของปี (Bottom Out) จากผลกระทบพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 18,510,243 คน (ชะลอตัวลงเล็กน้อย 3.19% ) รายได้สะสมจากการท่องเที่ยว  896,214 ล้านบาท ลดลง 2.79%  มีการชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปัจจัยด้านกระแสข่าวและปริมาณเที่ยวบินในบางเส้นทาง และล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรใหม่ตามมาตรา 301 กับ 60 ประเทศ โดยเรียกเก็บภาษีจากประเทศไทยที่อัตราสูงสุด 12.5%

                ส่วนปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในเดือนสิงหาคม 2569 ในประเทศ อาทิ  การรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและผู้บริโภค, การประชุม กกร. (5 ส.ค.), สภาพัฒน์ แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 2/69 (17 ส.ค.), ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศ และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4/69 (26 ส.ค.) ส่วนต่างประเทศ การรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของสหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น และอียู รวมถึงตัวเลขการจ้างงานและดุลการค้าของสหรัฐฯ

ภาพประกอบข่าว GBS แนะกลยุทธ์ดักลงทุน 5 หุ้นเด่น

                ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในเดือนสิงหาคม โดยเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตโดดเด่น ได้แก่ CBG, STA, BBGI, PR9 และ TNP

********************************