นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เปิดเผยว่า ภาพรวมทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,560-1,600 จุด โดยตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องจับตาสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยังคงเผชิญกับปัจจัยลบที่เข้ามากดดันการลงทุน ได้แก่ ข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group ล่าสุดบ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 53.1% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 27.2% ในสัปดาห์ก่อน รวมถึงวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยกระดับขึ้น โดยกองทัพเรืออิหร่าน (IRGC) ได้เข้าโจมตีและหยุดเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กลุ่มฮูตีในเยเมนระบุว่า เครื่องบินรบซาอุดีอาระเบียได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถึง 40 ครั้งใน 3 จังหวัดของเยเมนในรอบ 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ สงครามการค้าเริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้หน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ ถอดสินค้าแคนาดาออกจากสัญญาจัดซื้อภาครัฐ และประปัจจัยในประเทศ อย่างหนี้ครัวเรือนไทยที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจล่าสุดพบว่า ภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนพุ่งขึ้นแตะระดับ 794,945.49 บาท เพิ่มขึ้น 7.3% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 17 ปี
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงตลาด ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.93% ช่วยคลายความกังวลเรื่องต้นทุนการกู้ยืม รวมทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติ 6 ต่อ 3 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% ตามคาด และกระทรวงการต่างประเทศอินเดียออกแถลงการณ์สยบข่าวลือกรณีผู้นำจีนและผู้นำแอฟริกาใต้ล้มป่วยหลังการประชุม BRICS ช่วยลดความกังวลด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ ในประเทศจะมีการแถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในสัปดาห์ที่ 3 ส่วนสัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์จะแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ และ ส.อ.ท. แถลงยอดผลิต-ส่งออกยานยนต์ ขณะที่วันที่ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยกรณีการใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง และ 30 กันยายน ธปท. จะรายงานภาวะเศรษฐกิจ ส่วนสัปดาห์ที่ 5 จะมีการแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และ 28 ตุลาคม เป็นกำหนดการประชุม กนง.ครั้งถัดไป ด้านต่างประเทศ วันที่ 21 กันยายน ธนาคารกลางจีนประกาศอัตราดอกเบี้ย LPR และสหรัฐฯ รายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ วันที่ 22 กันยายน อียูรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้น วันที่ 23 กันยายน สหรัฐฯ รายงานดัชนี PMI และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ ปิดท้ายด้วยวันที่ 24 กันยายน สหรัฐฯ รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน

ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ให้คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวนนี้ว่า ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรองรับ โดยเฉพาะกลุ่มที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากกระแสการเปิดตัวสมาร์ทโฟน iPhone รุ่นใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ COM7, SYNEX, SPVI, CPW และ ADVICE
*******************************
เสียงสะท้อนของการลงทุน INVESTMENT JOURNAL


