นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SPREME ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ในฐานะผู้ออกแบบ จัดหา และติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในงานเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร (System Integrator) รวมถึงให้บริการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และให้เช่าระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1/69 บริษัทมีรายได้รวม 377.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 199.28 ล้านบาท หรือ 112.06% และมีกำไรสุทธิ 24.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.31 ล้านบาท หรือ 10.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้น 15.04%

                ทั้งนี้ ไตรมาส 1/69 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจประเภทจำหน่ายสินค้าพร้อมติดตั้งรวม 154.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.32 ล้านบาท หรือ 24.47% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยโครงการและคำสั่งซื้อที่เป็นส่วนหนึ่งของยอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่วางแผนส่งมอบในไตรมาสนี้ จำนวน 25.65 ล้านบาท สามารถส่งมอบได้ตามกำหนดทุกโครงการ และมีคำสั่งซื้อที่เป็นการจำหน่ายสินค้าแบบขายส่งเพิ่มเข้ามาในงวดนี้เพิ่มเติมอีกประมาณ 91.59 ล้านบาท คิดเป็น 59.39% ของรายได้จากการจำหน่ายและติดตั้ง

                สำหรับธุรกิจการบริการ บริษัทมีรายได้จาก 2 ส่วน ได้แก่ สัญญาประเภทการให้บริการบำรุงรักษาซ่อมแซมอุปกรณ์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และสัญญาให้เช่าอุปกรณ์พร้อมบริการที่เกี่ยวข้อง โดยรายได้จากการให้บริการทั้ง 2 ส่วน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนรวมกว่า 3 เท่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากสัญญาให้เช่าโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ที่บริษัทส่งมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้ และสอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานด้านการศึกษา โดยรายได้จากโครงการดังกล่าวมีจำนวน 140.69 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 64.78% ของรายได้จากธุรกิจประเภทการให้บริการ

                ขณะเดียวกัน บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากสัญญาให้เช่าและบริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการพัฒนาโครงสร้างรายได้ประจำระยะยาว (Recurring Revenue Model) ผ่านสัญญาให้เช่า บริการบำรุงรักษา และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพของกระแสเงินสดและความต่อเนื่องของรายได้ในระยะยาว  ซึ่งโครงสร้างรายได้ดังกล่าวช่วยลดความผันผวนจากรายได้แบบครั้งคราว  และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยบริษัทมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำผ่านการต่อยอดบริการและโครงการ Digital Infrastructure อย่างต่อเนื่อง

                นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างรายได้จากธุรกิจ System Integrator สู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีรายได้ต่อเนื่อง ผ่านสัญญาเช่า บริการ และโครงการระยะยาว เพื่อสร้างความสามารถในการมองเห็นรายได้ และเสริมความมั่นคงของกระแสเงินสดในอนาคต โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีสัญญาขายสินค้าและให้บริการรอส่งมอบและรับรู้รายได้ (Backlog) รวมมูลค่า 5,412.36 ล้านบาท คาดว่าจะส่งมอบและรับรู้รายได้ในระหว่างไตรมาส 2/69 ถึงไตรมาส 4/69 ประมาณ 1,015.45 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปี 2570-74 โดย Backlog ที่มีอยู่สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ล่วงหน้าและช่วยเพิ่มความชัดเจนของแผนการดำเนินงานในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อเสถียรภาพของรายได้และผลประกอบการของบริษัท

                ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 มีทิศทางเติบโตจากไตรมาส 1/69 โดยบริษัทจะเดินหน้าส่งมอบงานโครงการตามแผนจาก Backlog ที่มีอยู่เดิม รวมถึงการเข้าประมูลโครงการใหม่ โดย Pipeline งานภาครัฐและโครงการด้าน Digital Infrastructure ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และผลักดันรายได้จากสัญญาให้เช่าและบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นรายได้ประจำที่สร้างความมั่นคงในระยะยาว พร้อมกับมุ่งเน้นบริหารต้นทุน คัดเลือกโครงการที่มีอัตรากำไรเหมาะสม และรักษาสมดุลของโครงสร้างรายได้ เพื่อสนับสนุนรายได้ปี 2569 ให้อยู่ในช่วง 8-10% ตามเป้าหมายที่วางไว้

                "บริษัทยังได้รับการสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายโครงการและโอกาสการเติบโตในอนาคต พร้อมมุ่งพัฒนาโครงสร้างรายได้ที่มีความต่อเนื่องผ่านสัญญาเช่า บริการ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อเสริมความมั่นคงของกระแสเงินสดและเพิ่มความสามารถในการเติบโตระยะยาว โดยยังคงรักษาวินัยทางการเงิน คัดเลือกโครงการที่มีศักยภาพและอัตรากำไรเหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน"

*******************************************