นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยว่า บริษัทมีแนวโน้มฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นในปี 2569 จากการรับรู้รายได้โครงการที่อยู่ระหว่างการโอนกรรมสิทธิ์ ได้แก่ โครงการ VEHHA Hua Hin, NUE District R9 และ VI Ari ซึ่งรับรู้รายได้มาตั้งแต่ปีก่อน ขณะที่โครงการ VARUNN จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/69 และโครงการ ROMM Convent จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2/69 โดยจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีกระแสเงินสดเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินในระยะยาว โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 6,131 ล้านบาท

“PROUD แสดงศักยภาพการเติบโตอย่างโดดเด่น ด้วยรายได้จากการขายอสังหาฯ 6,367 ล้านบาท เติบโต 187% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 196% ส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นสู่อันดับ 8 ของกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นผลจากการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการระดับลักชัวรี ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริง สอดคล้องกับกลยุทธ์การคัดเลือกและพัฒนาโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรได้อย่างต่อเนื่อง และสะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในสินค้าที่มีความเฉพาะตัว (Unique) ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ (Rare Location) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
สำหรับการเดินหน้าแผนยกระดับฐานะทางการเงินดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทมีความพร้อมในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยเตรียมเสนอขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.09 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับประมาณ 9% สูงที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทในกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในตลาดหลักทรัพย์ฯ
“นอกเหนือจากการสร้างผลตอบแทนผ่านเงินปันผล PROUD ยังมีความพร้อมเต็มที่ในการขยายธุรกิจผ่านการพัฒนาโครงการระดับลักชัวรี ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีศักยภาพสูง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการในระยะยาว อีกทั้งบริษัทให้ความสำคัญกับการคัดเลือกโครงการ การบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร พร้อมบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนในโครงการใหม่ สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต สร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและสม่ำเสมอให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”
******************************



