นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 30,510.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,014.04 ล้านบาท หรือ 10.96% และมีกำไรสุทธิ 1,884.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 232.05 ล้านบาท หรือ 14.04%% โดยมีปริมาณการขายรวม 475,430 ตัน เพิ่มขึ้น 36,251 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 8.25% จากปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.31 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2568 ไปแล้วในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ยังคงเหลือเงินปันผลสำหรับงวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 อีก 0.26 บาท คิดเป็นเงิน 480.43 ล้านบาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 23 เมษายน 69 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 7 พฤษภาคม 69 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวยังต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 2569
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าการเติบโต โดยมีเป้าหมายกำลังการผลิตที่ 500,000 ตันต่อปี และตั้งเป้ายอดขายประมาณ 32,000 ล้านบาท โดยกลยุทธ์หลักจะมุ่งเน้นการขยายตลาด โดยเฉพาะประเทศอินเดีย พร้อมสร้างความมั่นคงของรายได้ผ่านสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าใหม่อีก 2 รายภายในปีนี้
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายกำลังการผลิตอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในระยะยาว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 ใช้งบลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งอาคารและเครื่องจักร ซึ่งได้สั่งซื้อเครื่องจักรเรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/70 ทั้งนี้ ปัจจุบัน NER เป็นโรงงานผลิตยางธรรมชาติแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลก
“โรงงานแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 320,000 ตันต่อปี และผลักดันให้กำลังการผลิตรวมของ NER เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 835,600 ตันต่อปี ภายในปี 2570 โดยปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Order Book) รองรับการผลิตยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อีกทั้งการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อบริหารจัดการผลผลิตยางพาราประมาณ 200,000 ตันต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี โรงงานแห่งที่ 3 จะเป็นฐานการผลิตหลักในการรองรับโครงการดังกล่าว ทำให้การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้มีความจำเป็นและสอดรับกับแผนการเติบโตในระยะยาว”
สำหรับการบริหารต้นทุนและความเสี่ยง บริษัทใช้กลยุทธ์ Matching ควบคู่กับการทำ Hedging ตามสถานการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ พร้อมบริหารต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน ESG บริษัทได้ยกระดับการดำเนินงานตามกรอบ ESG โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) รวมถึงนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
“ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของ NER จากการลงทุนและการขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพสินค้า สอดรับกับแนวโน้มการใช้ยางพาราในหลากหลายอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น บริษัทเชื่อว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมวางรากฐานให้ NER ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการชั้นนำของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในระดับสากล”
****************************



