นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก (GBS) ระบุว่า ประเมินแนวโน้มราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดมีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 6,000 ราย สู่ระดับ 216,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 226,000 ราย ทำให้ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม โดยทาง J.P. Morgan ปรับคาดการณ์ว่า เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือน ธันวาคามนี้ หลังจากที่เคยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่สำคัญของเฟดให้สัมภาษณ์เชิงบ่งชี้ว่า การลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ทำให้ตลาดตีความว่า เฟด มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำ
ขณะที่ปัจจัยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง จีนและญี่ปุ่น ยังคงตึงเครียด และปัญหาสงครามระหว่างรัสเซีย ยูเครน ยังคงไม่แน่นอน แม้มีการเจรจาสันติภาพ แต่รัสเซียได้โจมตีกรุงเคียฟ ขณะที่ยูเครนตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวว่า รัสเซียได้รับสำเนาล่าสุดของข้อเสนอจากสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามยูเครนแล้ว และให้การยอมรับในบางส่วนของข้อเสนอดังกล่าว แต่ประเด็นอื่นๆ ยังคงต้องมีการหารือเพิ่มเติม
นอกจากนี้ กระแสข่าวว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ หลังสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวเก็งที่จะมาแทนที่นายเจอโรม พาวเวล ในตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้นักลงทุนกังวลว่า เฟดอาจสูญเสียความเป็นอิสระทางนโยบายการเงิน ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้ทองคำถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ดังนั้น ฝ่ายวิจัยประเมินกรอบราคาทองคำสัปดาห์นี้ 4,110-4,315 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนรอซื้อเมื่อราคาทองคำย่อตัว เพื่อสะสมการลงทุน
********************************



