ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO ผู้ผลิตจำหน่าย และส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในงวด 9 เดือนแรกปี 2568 มีรายได้รวม 5,117.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.73% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 211.68 ล้านบาท โดยการเติบโตของรายได้มาจากแรงหนุนจากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิ ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกระแสรักสุขภาพและความนิยมของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากกะทิและอาหารเพื่อสุขภาพ อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากความชัดเจนของกฎระเบียบที่ส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์กะทิมีสถานะที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์นมแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังมีการเติบโตของรายได้จากผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“งวด 9 เดือนแรกปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 211.68 ล้านบาท เป็นผลมาจากต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราวตามที่ได้ชี้แจงไว้ในหัวข้อ “ต้นทุนขายและบริการ” อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรในระดับที่มั่นคงภายใต้ภาวะต้นทุนที่ผันผวน โดยมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิผลสูงสุด และการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้และผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว”
สำหรับงวดไตรมาสที่ 3/68 มีรายได้รวม 1,770.96 ล้านบาท โดยเป็นไปตามรายได้จากการขายและบริการในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 3/68 เท่ากับ 69.45 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น จากการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวและการทดลองเดินเครื่องจักรใหม่ก่อนเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายบุคลากรและการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในองค์กร เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
“ในไตรมาสที่ 3/68 บริษัทมีต้นทุนขายและบริการลดลงมาอยู่ที่ 1,424.46 ล้านบาท โดยการปรับลดลงของต้นทุนขายและบริหารในไตรมาสนี้ เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบมะพร้าวที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง และบริษัทควบคุมประสิทธิภาพการผลิตของกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการผลิตของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิด Economy of Scale ช่วยให้ลดต้นทุนต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างบริหารความเสี่ยงต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดผลกระทบในระยะยาว ผ่านการลงทุนในโรงงานแห่งใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์”

ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศในภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกา พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการลงทุนผ่านบริษัทย่อยในประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่อ NOVOCOCONUT INC. เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 อย่างไรก็ตาม แม้เผชิญภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับกระจายตลาดและฐานลูกค้า เพื่อรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืน
*******************************



