back to top
วันศุกร์, มิถุนายน 12, 2026
Newspaper WordPress Theme
หุ้นมีประเด็นหุ้น NER ปัจจัยบวกรุมเร้ารอบด้าน

หุ้น NER ปัจจัยบวกรุมเร้ารอบด้าน

                หุ้น NER บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม ปริมาณการซื้อขายแต่ละวันเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่น ด้วยเพราะบริษัทมีปัจจัยบวกที่โดดเด่นเข้ามามากมาย จากราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้น

                ล่าสุด NER ทุ่มงบลงทุนปีนี้เพิ่มเป็น 1,400 ล้านบาท เดินหน้าสร้างโรงงานแห่งที่ 3 โดยการลงทุนก่อสร้างโรงงานยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 มีกำลังการผลิต 302,400 ตัน ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกจะมีกำลังการผลิต 172,800 ตัน คาดว่าโรงงานจะสร้างเสร็จปลายปี 2567 และเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2568

                ภายหลังจากการขยายกำลังการผลิตดังกล่าว บริษัทจะมีกำลังการผลิตสินค้ารวมทั้งสิ้น 818,000 ตันต่อปี จากกำลังการผลิตในปัจจุบันที่ 515,600 ตัน เพื่อให้สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันบริษัทมีการขายให้กับลูกค้าไปถึงไตรมาสที่ 2/67 แล้ว

                นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าใหม่เข้ามาเจรจาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะขยายการลงทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงผู้ผลิตยางล้อที่มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตตามมาด้วย ทำให้สนับสนุนความต้องการการใช้ยางในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทซึ่งเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์หลัก เพราะเดิมมีการส่งออกวัตถุดิบไปยังโรงงานผลิตล้อยางรถยนต์ของประเทศจีนอยู่แล้ว

                ขณะเดียวกัน สถานการณ์ราคายางพาราเริ่มมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด จากภาวะฟื้นตัวของอุตสาหกรรมทั้งตลาดในและต่างประเทศ อาทิ กลุ่มยานยนต์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีแนวโน้มขยายตัวหนุนความต้องการใช้ยางในภาคก่อสร้าง ซึ่งบริษัทยังได้รับคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อ NER ทั้งสิ้น

*** มุมมองนักวิเคราะห์

                นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดว่าปี 2567 จะเป็นปีที่ดีของ NER จากมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาเพิ่มและราคายางที่จะปรับตัวได้สูงขึ้นกว่าปีก่อน ราคาเฉลี่ยปีก่อนอยู่ที่ 47 บาท/กก. ซึ่งปัจจุบันราคายางอยู่ที่ 70 บาท/กก. ผลจากจากความกังวลในเรื่องของความขัดแย้งในปีนี้ จะกลับมาเป็นประโยชน์สำหรับ NER ต่อด้านราคาและปริมาณขาย

                ทั้งนี้ คาดการณ์ปี 2567 ตั้งเป้าปริมาณขาย 5.1 แสนตัน ซึ่งปัจจุบันขายล่วงหน้าแล้วไปกว่า 2 แสนตัน ประมาณการยอดขาย 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน จากการที่มีลูกค้ารายใหม่เข้ามาเพิ่ม และราคายางที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อน ด้วยความกังวลจากความขัดแย้งใน red sea และซัพพลายที่คาดว่าจะลดลงในปีนี้ จากปัญหาภัยแล้ง ซึ่งมองว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ ทำให้ดีมานด์ยางยังไม่กลับมาอย่างเต็มที่ หากเศรษฐกิจจีนกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้จะทำให้ความต้องการยางเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นได้อีกในอนาคต

                ขณะที่ความขัดแย้งใน red sea ทำให้ผู้ขายสินค้าไปยังยุโรปจำเป็นต้องเริ่มกักตุนวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ปัจจุบันลูกค้ามีผลกระทบจากใช้ระยะเวลาการเดินเรือที่นานขึ้น ซึ่งจีนส่งออกรถ EV มากสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก และตลาดที่สำคัญคือยุโรปที่ต้องการผลักดันเรื่องการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจีนเป็นลูกค้าหลักของ NER มีสัดส่วนกว่า 65% ของรายได้ ที่ผ่านมาลูกค้าจีนจะเก็บสต๊อกยางราว 1-2 เดือน แต่ปัจจุบันมีการเก็บสต๊อกยางเพิ่มถึง 3-4 เดือน ทำให้ธุรกิจต้นน้ำอย่าง NER ที่มีลูกค้าที่ส่งสินค้าไปยังยุโรปได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ และหากมองในมุมของ NER เองถือว่ากระทบค่อนข้างน้อย เนื่องจากเส้นทางการจัดส่งสินค้ายังอยู่ในเอเชียเป็นหลัก อาทิ จีน ไทย อินเดีย และญี่ปุ่น

                ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น NER ทางฝ่ายประเมินราคาหุ้น โดยใช้ P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี ปรับเพิ่มเป็น 6.5 เท่า โดยปรับคาดการณ์รายได้เพิ่มตามประมาณการของผู้บริหารและราคายางในปัจจุบันที่ปรับตัวขึ้น ปรับกำไรปี 2567 เพิ่มขึ้นอีก 3.4% ปรับราคาพื้นฐานปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็นหุ้นละ 6.15 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”

                ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มผลประกอบการของ NER โดยบริษัทประกาศเพิ่มกำลังการผลิตอีก 59% มีแผนให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 ใช้เงินลงทุน 1.2 พันล้านบาท จากกระแสเงินสดในบริษัททั้งหมด อีกทั้งบริษัทได้ลูกค้ารายใหญ่ในญี่ปุ่นมาเพิ่ม คาดเริ่มเห็นออเดอร์ตั้งแต่ไตรมาส 2/67 เป็นต้นไป และคาดว่าจะมีรายใหม่เพิ่มตามมา โดยปรับประมาณการกำไรปกติปี 2567 เพิ่มขึ้น 9% จากการปรับเพิ่ม GPM และปรับดอกเบี้ยจ่ายลง

                ส่วนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น NER ปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปี 2567 ต่ำเพียง 4.8 เท่า ได้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็นหุ้นละ 6.90 บาท คาดเงินปันผลต่อหุ้นในงวดครึ่งหลังปี่ 2566 ที่ 0.29 บาท ให้ผลตอบแทน 6.3% จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”

                ส่วนนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ฝ่ายวิจัยและตลาดคาดการณ์ว่า ผลการดำเนินงานของ NER ทั้งรายได้และกำไรยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา และปริมาณการขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 คาดว่ากำไรจะสามารถเติบโตได้จากราคาขายเป็นหลัก เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งจากเอลนิโญ ทำให้ปริมาณน้ำฝนในไทยโดยเฉลี่ยปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้ว 10% ซึ่งอาจจะกระทบกับอุปทานยางในไทยลดลงปีหน้า หนุนราคาขายยางให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น

                ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมเพิ่มกำลังการผลิต 59% ในปี 2568 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยเติบโตในระยะยาว โดยคาดการณ์ผลการดำเนินงานปี 2567 เติบโต 16% จากปีก่อน และให้ Dividend yield ที่อัตรา 7% ต่อปี ส่วนราคาหุ้น NER ปัจจุบันเทรดบน P/E ปี 2567 ที่ 4.9 เท่า กำหนดราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่หุ้นละ  6.11 บาท และยังคงให้คำแนะนำ “ซื้อ”

                ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ ระบุว่า จากความต้องการใช้ยางจากประเทศจีนยังค่อนข้างดี จาก EV car รวมถึงนโยบายต่างๆ ที่ประเทศจีนประกาศออกมา เพื่อกระตุ้นการจําหน่ายรถ EV ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความต้องการยางที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มราคาขายปี 2567 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งบริษัทมีแผนขยายกําลังผลิตอีก 3 แสนตัน เพิ่มขึ้น 60% ในปี 2567 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2567

                ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา NER เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลค่อนข้างดี โดยคิดเป็น Dividend Yield ที่อัตรา 5-6% โดยปีนี้ผู้บริหารยังคงอัตราการจ่ายปันผลที่ 40% ของกําไรสุทธิ ดังนั้น การลงทุนในหุ้น NER จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 6.03 บาท

*********************

- Advertisement -Newspaper WordPress Theme

Exclusive content

- Advertisement -Newspaper WordPress Theme

More article

- Advertisement -Newspaper WordPress Theme