ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ ได้หุ้นใหญ่เป็นตัวประคองดัชนีฯ เอาไว้ได้ โดยเฉพาะหุ้น DELTA ที่ขึ้นลงแต่ละช่องล้วนมีผลต่อความเคลื่อนไหวของดัชนีฯ เรียกได้ว่าเป็นตัวชี้นำความเคลื่อนไหวของดัชนีฯ ก็ไม่ผิดนัก ขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ ต้องมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมาช่วยกำหนดทิศทาง ส่วนปัจจัยอื่นรอบด้านที่มีผลกระทบคงต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่การเจรจาสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้เกิดกังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันต้นทุนพลังงานในวงกว้าง ส่วนปัจจัยในประเทศ คงต้องรอนโยบายจากภาครัฐที่จะผุดอะไรออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ต้องใช้วิจารณญาณเป็นพิเศษ

*** NER เคาะเป้า 5.60 บ./หุ้น
หุ้น NER บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ “ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศตั้งเป้าผลงานเติบโตต่อเนื่อง ด้วยกำลังการผลิตที่ 500,000 ตันต่อปี และยอดขายประมาณ 32,000 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย ควบคู่กับการทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ และการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ พร้อมเร่งก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 ดันกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 320,000 ตันต่อปี รวมแตะกว่า 835,600 ตันต่อปี รองรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่มีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในการบริหารจัดการวัตถุดิบระยะยาว พร้อมขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะ “แผ่นปูรองปศุสัตว์จากยางพารา” ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพที่มีมาร์จิ้นสูง ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่น่าสนใจในการเพิ่มมูลค่าให้กับหุ้นในกระดาน ขณะที่ บล.หยวนต้า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 5.60 บาทต่อหุ้น

*** ICHI มูลค่าพื้นฐาน 13.00 บ.
หุ้น ICHI บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดย “ตัน ภาสกรนที” กรรมการผู้อำนวยการ ประกาศตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ระดับ 9.1 พันล้านบาท เติบโต 12% จากปีก่อน โดยวางน้ำด่างเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ตั้งเป้ายอดขายน้ำด่างที่ 1 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากพอร์ตสินค้าที่ไม่ใช่ชา จากแบรนด์หลักๆ อาทิ อิชิตัน, เย็นเย็น หรือการทำงานร่วมกับแบรนด์อื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ยิ่งสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ยิ่งทำให้สินค้าเหล่านี้ขายดีเป็นพิเศษ ด้านโบรกฯ จาก บล.พาย มองว่า คาดว่าตลาดชาเขียวในช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงฟื้นตัวช้า แม้ว่าสภาพอากาศร้อนจะช่วยหนุนปริมาณการดื่ม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มตลาดชาเขียวยังคงหดตัว แต่มองว่า มาตรการภาครัฐที่จะทยอยออกมาอาจช่วยหนุนภาพกำลังซื้อได้บ้าง แต่ผลประกอบการมีแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ทำให้การลงทุนในหุ้น ICHI ปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” เพื่อรับปันผลที่ระดับ 6-7% โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานอยู่ที่หุ้นละ 13.00 บาท

*** BJC ราคาเป้าหมาย 17.00 บ./หุ้น
หุ้น BJC บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC โดย “วิภาดา ดวงรัตน์” กรรมการและกรรมการบริหารบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ อัดแคมเปญแบบฉ่ำๆ ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ พร้อมเดินหน้าต่อแคมเปญ “ร้อนนี้ต้องที่บิ๊กซี” ครอบคลุมทุกสาขาและออนไลน์ มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงไฮซีซั่นท่องเที่ยวทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์ รองรับผู้บริโภคยุคประหยัด ช่วยควบคุมต้นทุนและตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย รับมือภาวะเศรษฐกิจผันผวน ต้นทุนขาขึ้น ตั้งเป้ายอดขายแตะระดับ 1,580 ล้านบาท โต 20% นับว่าประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี ขณะที่โบรกฯ จาก บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุมีมุมมองเป็นบวกต่อแผนการดำเนินงานของ BJC โดยมีแรงเสริมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเป็นบวกเพิ่มเติมต่อราคาหุ้นได้ โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นยัง underperform และเทรดอยู่ใน valuation ที่น่าสนใจ คิดเป็น PER ปี 2569 เพียง 13 เท่า และคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 17.00 บาทต่อหุ้น อิง PER ปี 2569 ที่ 15.5 เท่า

*** SSP แนะสะสมลงทุนระยะยาว
หุ้น SSP บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หลังปิดดีลขายโครงการยามากะ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น มูลค่ารวมกว่า 1,001,304,377 บาท “ชยุตม์ หลีหเจริญกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน ยืนยันผลตอบแทนที่ได้รับช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอสำหรับการต่อยอดและพัฒนาโครงการใหม่ๆ สอดรับกับแผนการขยายธุรกิส่งผลให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และถึงแม้ได้ขายโครงการยามากะไปแล้ว แต่ SSP ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าในมืออยู่อีกหลายโครงการ ทั้งในและต่างประเทศ และเตรียมหาโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจเพิ่มเติม ด้านโบรกฯ บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า คาดผลประกอบการของ SSP ผ่านพ้นช่วงต่ำสุดในปี 2568 มาแล้ว รวมถึงระยะสั้นคาดกำไรปกติในปีนี้ยังสามารถเติบโตได้ดี พร้อม dividend yield จากปันผลระหว่างกาลอีก 3.4% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดย เน้นทยอยสะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว ให้ราคาเป้าหมายที่ 5.00 บาทต่อหุ้น
***********************



