back to top
วันศุกร์, มิถุนายน 12, 2026
Newspaper WordPress Theme
หุ้นมีประเด็น"ทรีนีตี้" มองการปรับ EPS คือตัวกำหนดดัชนีฯ

“ทรีนีตี้” มองการปรับ EPS คือตัวกำหนดดัชนีฯ

                “ทรีนีตี้” ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 2/69 ดัชนีฯ ดีสุดมีโอกาสแตะ 1,530 จุด และต่ำสุด 1,260 จุด โดยตลาดจะถูกกำหนดด้วยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งสงครามมีโอกาสกระทบกำไร แต่ไม่มาก โดยหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงาน, ปิโตรฯ และโภคภัณฑ์ ช่วยค้ำยัน แนะนำหุ้น 4 กลุ่มเป็นหลุมหลบภัยที่ดี

                นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่า กรอบการแกว่งตัวของดัชนีฯ ในไตรมาส 2/69 จะมีเส้นแบ่งความถูก แพง อยู่ที่บริเวณ 1,390-1,400 จุด ขณะที่ในกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) แนวรับด้านล่างจะอยู่ที่บริเวณ 1,260-1,290 จุด ด้านแนวต้านมองว่า ระดับดัชนีฯ ที่มีโอกาสไปได้ไกลสุด ยังคงเป็นแนวต้านระดับเดิมที่เคยให้ไว้ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา นั่นก็คือที่ระดับ 1,530 จุด

                ทั้งนี้ เชื่อว่าการแกว่งตัวของดัชนีฯ ในช่วงถัดไป จะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นสำคัญ เนื่องจากในฝั่งของตัวคูณ Valuation ในตลาด (Multiple) น่าจะเริ่มนิ่งแล้ว หลังมีความมั่นใจว่าธปท.จะมีการคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.0% ไปตลอดจนกระทั่งถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ระดับ Forward PE ที่เหมาะสมในกรณี Conservative Base และ Best case อยู่ที่ระดับเดิมกับช่วงต้นปีที่ 13.8 เท่า, 14.8 เท่า และ 15.9 เท่า ตามลำดับ

            สำหรับสิ่งที่เป็นกังวลในช่วงต้นไตรมาส 2 นี้คือ ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ยังไม่มีทิศทางการปรับตัวลงมากนัก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ในช่วงแรกกลุ่มหุ้นโภคภัณฑ์จะเห็นการขยับขึ้นของคาดการณ์กำไรตามราคาพลังงาน และยังอยู่ในช่วงของการรอปิดงบประจำไตรมาส 1 อยู่ ดังนั้น หากเข้าสู่เดือนเมษายน-พฤษภาคมที่มักจะมีการประชุม Preview และ Review ผลประกอบการของนักวิเคราะห์เมื่อไหร่ ประเมินว่า ช่วงนั้นอาจจะได้เห็นการออกมาให้แนวโน้มประจำปีของผู้บริหารบริษัทต่างๆ ในโทนลบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของระลอกการปรับลดประมาณการในตลาดได้

                อย่างไรก็ตาม ภาพของ Earnings บริษัทจดทะเบียนของไทย คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับภาพเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากยังพอมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ช่วยหักล้างผลกระทบเชิงลบดังกล่าวได้ เช่น กลุ่มพลังงานต้นน้ำ กลุ่ม Oil & Gas กลุ่มปิโตรเคมีบางตัวที่ไม่มีปัญหาในการเข้าถึง Feedstock และกลุ่ม Soft commodities ด้วยเหตุนี้ จึงประเมิน Downside risk ของ EPS ตลาดหุ้นไทยจากวิกฤติสงครามครั้งนี้ในกรณีฐานอยู่เพียงระดับ 3% จากช่วง Pre-war ในขณะที่กรณีเลวร้ายสุด ประเมินอยู่ที่ระดับ 5%

                จากเหตุผลข้างต้น ทรีนีตี้ได้ทำการแบ่งฉากทัศน์ (Scenario) ของแนวโน้มผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ประจำปี 2026 ไว้ 3 กรณีดังต่อไปนี้

                1) ในกรณีดีที่สุด หรือฉากทัศน์ที่ EPS ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากคาดการณ์เดิม หรือหมายความว่า การปรับขึ้นของกำไรกลุ่ม Oil & Gas ในบ้านเรา จากการปรับขึ้นของราคาพลังงาน สามารถที่จะชดเชยกลุ่มอื่นๆ ได้ทั้งหมด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับเดียวกันกับช่วงต้นปีที่ 96.4 บาท

                2) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 3% ซึ่งมีแนวโน้มเป็นฉากทัศน์ในกรณีฐานข โดยสมมติฐานในกรณีนี้คือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูงเกิน 100 เหรียญต่อบาร์เรลเป็นเวลา 1 เดือนโดยประมาณ ซึ่งน่าจะทำให้สุทธิแล้ว ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas เริ่มมีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 93.5 บาท

                3) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 5% ซึ่งถือเป็นกรณีเลวร้ายสุดที่ประเมินไว้คือ ภาวะสงครามมีความยืดเยื้อจนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนสูงกว่าระดับ 100 เหรียญต่อบาร์เรล ยาวนานกว่าระยะ 1 เดือนขึ้นไป ซึ่งน่าจะทำให้สุทธิแล้ว ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas มีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas อย่างเห็นได้ชัด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 91.6 บาท

                “ในกรณีดีสุด เมื่อนำระดับ EPS คาดการณ์ที่ 96.4 บาท มาคูณกับ Forward PE ในกรณี Best case ที่ 15.9 เท่า จะได้ระดับดัชนีฯ ที่เหมาะสมในกรณีนี้อยู่ที่ 1,530 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเดิมที่เคยให้ไว้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในทางกลับกัน ในกรณีเลวร้ายสุด หากนำระดับ EPS คาดการณ์ที่ 91.6 บาทมาคูณกับ Forward PE ในกรณี Conservative ที่ 13.8 เท่า ก็จะได้ระดับดัชนีฯ ที่เหมาะสมในกรณีนี้อยู่ที่ 1,260 จุด และหากนำดัชนีฯ ทั้ง 2 ระดับดังกล่าวที่ 1,530 และ 1,260 จุดมาหาค่าเฉลี่ย จะได้ว่าระดับดัชนีฯ กึ่งกลางที่มองว่าเป็นเส้นแบ่งของความถูกความแพงในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ จะอยู่ที่ระดับ 1,390-1,400 จุดโดยประมาณ”

                จากกรอบแนวคิดวิธี PE Model และการใส่สมมติฐานคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งในกรณี Best case และ Worst case ทำให้มั่นใจอย่างสูงว่า ดัชนีฯ ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่ระดับ 1,550 จุด ขณะเดียวกัน โมเดลก็บ่งชี้ว่า ดัชนีฯ น่าจะไม่ลงไปที่จุดต่ำสุดที่เป็นจุดตั้งต้นของปีนี้ที่ระดับ 1,230 จุดเช่นกัน

                สำหรับทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนเมษายน 2569 ประเมินภาพดัชนีฯ อาจยังมีความผันผวนต่อ โดยจะแกว่งตัวตามพัฒนาการของภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 1 เป็นต้น ขณะที่กลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ การ Selective ไปยังกลุ่มหุ้นที่เป็นหลุมหลบภัย (Bunker stocks) และกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางด้าน Earnings ที่กำลังจะประกาศออกมาในช่วงถัดไปค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ อาทิเช่น

                1.กลุ่มหุ้นผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่มีอำนาจในการตั้งราคาสูง เช่น ADVANC, TRUE

                2.กลุ่มโรงพยาบาลที่ไม่ได้อิงกับผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางมากนัก เช่น BDMS, BCH, CHG

                3.กลุ่มค้าปลีกจำเป็นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนค่าไฟในระดับต่ำ เช่น BJC, CPAXT

                4.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เห็นการเร่งตัวของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เช่น AMATA, WHA

**********************************

- Advertisement -Newspaper WordPress Theme

Exclusive content

- Advertisement -Newspaper WordPress Theme

More article

- Advertisement -Newspaper WordPress Theme