นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเดือนมกราคม 2569 คาดว่าดัชนีฯ จะสามารถปรับตัว Sideways ถึง Sideways up ได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาบ้างในช่วงปลายปี โดยได้รับปัจจัยหนุนจากสภาพคล่องในตลาดที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และในปีนี้ไม่มีเงินไถ่ถอนรอบใหม่ (Fresh redemption) จากกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทต่างๆ อีกทั้ง สัญญาณ Fund flow น่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีการปรับลดดอกเบี้ยรอบล่าสุด
นอกจากนี้ ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยยังดูดีขึ้นผ่านมาตรวัด Earning yield gap (EYG) ที่ปรับตัวดีขึ้น จากการที่ Bond yield ของไทยปรับลดลงทำจุดต่ำสุดใหม่ของรอบ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงปลายปี พร้อมทั้งมีการส่งสัญญาณในโทนที่ Dovish มากขึ้น รวมทั้งยังมีปัจจัยเชิงเทคนิค ได้แก่ โอกาสที่หุ้น DELTA อาจกลับมาปรับตัวดีขึ้นอีกครั้งและช่วยหนุนดัชนีฯ หลังจากผ่านพ้นช่วงปัจจัยกดดันจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน เพื่อรองรับการหลุดดัชนี SETESG และการ Cap weight ของดัชนี SET50 และ SET100 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ในช่วงปลายเดือนมกราคม คาดว่า Sentiment ของตลาดหุ้นไทยเตรียมถูกยกระดับจากปรากฏการณ์ Election rally ที่มักเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าการเลือกตั้ง ซึ่งในรอบนี้ตรงกับวันที่ 8 กุมภาพันธ์
ทั้งนี้ ประเมินกรอบการแกว่งตัวของดัชนีฯ เดือนนี้ที่ 1,230-1,310 จุด ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำถือครองหุ้นในส่วนเดิมต่อไป โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่แนะนำให้ Overweight ยังคงเน้นไปที่กลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการบริโภค มองว่าได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดชั่วคราวของกำไรไปแล้ว และกำลังอยู่ในช่วง High season ไม่นับรวมกับตัวช่วยอื่นๆ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และความคาดหวังด้านนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารงานปีนี้ ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศได้ไม่มากก็น้อย ที่สำคัญกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ ทั้ง ธนาคาร ไฟแนนซ์ ค้าปลีก อาหาร และสื่อฯ ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มีระดับ Valuation ต่ำอยู่แล้ว และมักจะปรับตัวได้ดีในช่วงปรากฏการณ์ Election rally โดย Top pick เดือนนี้มองไปที่ CPALL, HMPRO, GLOBAL, AEONTS, BAM
นอกจากนี้ ยังคงชื่นชอบกลุ่มหุ้นปันผลสูงที่มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และมักปรับตัว Outperform ในช่วง 3-4 เดือนแรกของทุกปีต่อไป อาทิเช่น KTB, ICHI, SCB, SABINA, TTB
ส่วนอีกกลุ่มที่ยังคงชื่นชอบและแนะนำให้ Overweight มาตลอด ได้แก่ กลุ่ม REIT ซึ่งล่าสุดในเดือนที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนไปถึง 4.4% มองกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการปรับตัวลงของ Bond yield ไทย ซึ่งล่าสุดทำจุดต่ำสุดใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากจะทำให้ระดับ Dividend yield gap ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป
******************************



